วันพุธที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2554

25 กฏเหล็กสำหรับนักสะสมนาฬิกา


25 กฏเหล็กสำหรับนักสะสมนาฬิกา
1) อย่ายอมแพ้ถ้าอยากได้โรเล็กซ์และล่ะก็อย่าเอาตังค์ไปซื้อไซโก้ เก็บเงินไว้ซื้อโรเล็กซ์อย่างเดียว ถ้าทนไม่ไหวก็ซื้อของมือสอง
2) จ่ายเงินสดถ้าเป็นไปได้อย่าชักนั่นมาจ่ายนี่ หลีกเลี่ยงการใช้บัตรเครดิต เพราะดอกเบี้ยจะกลบส่วนลดหมด ซื้อตามกำลังที่มี
3) ซื้อให้ตัวเอง ไม่ใช่ซื้อตามใจคนอื่นถ้าคุณพิจารณามานานแล้วจะมีบางคนมาขัดคอเสมอ ซื้อให้กับตัวเองไม่ใช่ซื้อเพื่อเอาใจคนอื่น
4) พิจารณาที่เครื่องพิจารณา ที่เครื่องของนาฬิกา เลือกเครื่องที่โรงงานผลิตเองอย่างเช่น Zenith El Primero, Piguet, Lemania, Venus... แต่อย่าซื้อแบบที่คุณไม่ชอบ ถึงแม้เครื่องจะสำคัญแต่มันก็อยู่ข้างใน มองไม่เห็น
5) เลือกโรงงานผู้ผลิตมีผู้ผลิตที่ยอดเยี่ยม แต่อย่าซื้อเพราะชื่อเสียง Patek เป็นยี่ห้อหนึ่งที่ดีมาก ถ้าไม่มีผู้ผลิตดีๆหรือดีไซน์ไม่สวยก็อย่าไปซื้อ
6) คุณจะไม่กลายไปเป็นเหมือนนาฬิกานาฬิกา จะไม่เปลี่ยนแปลงคุณ มันเป็นแค่นาฬิกา ไอสไตน์มี Patek, Hemigway ใส่โรเล็กซ์และโอเมก้า ถึงคุณจะใส่ Patek มันก็ไม่ทำให้คุณเป็นอัจฉริยะ โอเมก้าหรือโรเล็กซ์ก็ไม่ทำให้คุณเขียนหนังสือได้ดีขึ้น
7) ขนาดเป็นเรื่องสำคัญนาฬิกาเรือนใหญ่เหมือนจานและมีสไตล์ บางเรือนก็สวยมากๆ ต้องดูขนาดข้อมือของคุณด้วย ถ้าข้อมือเล็กแล้วใส่นาฬิกาเรือนใหญ่เกินไปมันจะดูไม่เข้าท่า ถ้าซื้อนาฬิกาเรือนใหญ่ต้องแน่ใจว่าแขนเสื้อของคุณสามารถใส่ทับนาฬิกาได้ ไม่ต้องไปแก้แขนเสื้อให้มันใหญ่ขึ้น
8) ซื้อประกันด้วย
คุณจะได้นอนหลับสบาย
9) จะมีราคาที่ถูกกว่าเสมอ
หลังจากคุณซื้อได้ไม่นาน คุณจะพบว่าบางรุ่นจะมีราคาถูกกว่า นั่นเป็นเรื่องตลกนิดหน่อยในชีวิตคนเรา อย่าไปคิดมาก
10) จำไว้เสมอว่าคนขายนาฬิกาเค้าเน้นขายนาฬิกาอย่างเดียวเท่านั้น
11) การเดินทางมีอะไรสนุกกว่าจุดหมายปลายทาง
หลังจากซื้อมาแล้วคุณอาจจะผิดหวัง ช่างมันเถอะ มันเป็นเรื่องธรรมดา
12) ถ้าพังก็ซ่อมคนคือความผิดพลาด มันดีกว่าที่จะแก้ไขความผิดพลาดแทนที่จะทนอยู่กับมัน ถ้าคุณไม่ชอบนาฬิกาที่ซื้อมาจริงๆก็กำจัดมันซะ
13) เลือกสีไม่ว่าจะสเตนเลส ทองคำขาว พลาตินั่ม สายเหล็ก เข็มขัดสีดำ ทุกๆอย่าง
ทองคำ 18K กับสายหนังสีดำมันดูจัดเกินไป แต่ถ้าเป็นสายหนังสีน้ำตาลจะออกหรูแบบสบายๆ หน้าปัดสีขาวเข้ากับเสื้อผ้าได้ดีและดูเวลาง่าย หน้าปัดสีดำดูเจ๋งและออกแนวสปอร์ต

14) ความเที่ยงตรงก็มีส่วน
นาฬิกา อัตโนมัติของคุณไม่เที่ยงตรงเท่านาฬืิกาควอทซ์ อย่างไรก็ตามมันสามารถเดินได้เที่ยงตรงถึง 99% จะคลาดเคลื่อนบ้างก็แค่ 1/80,000 วินาทีต่อวันซึ่งเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์
15) ดูแลนาฬิกาที่ดีของคุณ
เอาไปเข้าศูนย์ ทำความสะอาด มันจะอยู่กับคุณได้นานขึ้น
16) นี่คือความอยาก ไม่ใช่ความจำเป็น
ไม่ มีใครจำเป็นที่จะต้องมีนาฬิกาหรูๆ มันเป็นความอยากได้ ถ้าคุณถามตัวคุณเองว่าคุณจำเป็นจะต้องมีมันไหม? คำตอบที่ซื่อสัตย์จะบอกว่า ไม่จำเป็นเสมอ
17) อย่าซื้อนาฬิกาเพื่อเก็งกำไรนาฬิกา บางเรือนจะคงมูลค่าอยู่ แต่เกือบทั้งหมดไม่เป็นเช่นนั้น นาฬิกาที่มีราคาจะเป็นนาฬิกาที่มีเอกลักษณ์ และคนที่จะมีโอกาศได้ประโยชน์ก็จะเป็นรุ่นหลานของคุณ
18) ไม่มีนาฬิกาเรือนไหนที่จะถูกใจคุณทั้งหมด
19) ยิ่งคุณรู้มากเท่าไหร่ ยิ่งไม่จำเป็นสำหรับคุณมากเท่านั้นชุดสะสมคุณภาพดี 4 เรือนย่อมดีกว่าชุดคุณภาพปานกลาง 10 เรือน
20) สลักฝาหลังถ้าเป็นของขัญชิ้นพิเศษเท่านั้น
21) ซื้อนาฬิกาที่คุณจะใส่ ไม่ใช่เพื่อบางโอกาสอย่าวิ่งออกไปซื้อนาฬิกาแฟชั่นเพื่อใส่แค่ในคืนพิเศษเพียงคืนเดียว คุณมีเรือนที่พอจะใส่ได้อยู่แล้ว หรือไม่ต้องใส่มันซะเลย
22) ใส่มัน
ถ้าไม่ได้ใส่มา 2 เดือนแล้วหมายความว่าคุณไม่ชอบมันแน่ๆ หาเรือนที่คุณชอบ
23) รุ่น Limited เป็นแค่การโฆษณา
มีจำกัดเพียง 5,000 เรือนหรือ 2,000 เรือนไม่ใช่ Limited ถ้าจะให้ Limited แท้ๆต้อง 30, 10 หรือแค่ 1 เรือน
24) ไม่ต้องดูว่ามันเหมาะสมกับคนอื่นหรือเปล่านอกจากตัวคุณเอง
บางวันคนโน้นอาจจะพูดว่า คุณซื้อนาฬิกาเรือนนนี้มาแพงเกินไป คุณไม่จำเป็นต้องอธิบาย และเขาก็จะไม่เข้าใจอยู่ดี
25) อย่าเห็นคนอื่นใส่ Patek แล้วอิจฉา ดูนาฬิกาที่คุณใส่อยู่แล้วก็มีความสุขกับมัน อย่าวัดคนด้วยนาฬิกาที่เขาสรวมใส่รวมทั้งตัวคุณเองด้วย

วันจันทร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2554

The Time, The Watch & The Wardrobe‏

ในช่วงชีวิตของผู้ชายคนหนึ่งก็คงจะมีโอกาสให้ซื้อนาฬิกาได้อยู่หลายเรือน อาจจะเป็น Swatch ที่ซื้ออย่างไม่ได้คิดอะไรมากนัก หรือนาฬิกาเรือนแรกที่ซื้อเมื่อเริ่มทำงาน และนาฬิกาที่คนรักซื้อให้เป็นของขวัญวันแต่งงาน QP เลือกนาฬิกามานำเสนอคุณ 5 เรือนครับ เพื่อให้ครบทุกมู้ดทุกอารมณ์ทุกสไตล์ความชอบและทุกโอกาสที่จะสวมใส่

IWC Pilot Mark XVI


IWC Mark II เป็นนาฬิกานักบินยอดนิยมตลอดกาลรุ่นหนึ่ง และ Mark XVI ก็เป็นตัวแทนที่คู่ควรด้วยเครื่องที่ทนทานและเที่ยงตรง หน้าปัดเรียบง่ายอ่านเวลาสะดวก ทั้งหมดอยู่ในตัวเรือนที่แข็งแกร่ง เรียกได้ว่าแกร่งพอที่จะใส่เล่นกีฬาได้ แต่ถ้าจะใส่ไปงานเลี้ยงหรูๆ ก็ไม่ดูผิดที่ผิดทางแต่อย่างใด เป็น "นาฬิกาจริงๆ" เรือนแรกสำหรับข้อมือคุณได้เลย

Rolex Submariner

Rolex Submariner
นาฬิกาสุดคลาสสิก Submariner รุ่นแรกออกสู่สายตาประชาชนในปี 1954 และทุกวันนี้ก็เป็นนาฬิกาหรูที่ผู้คนรู้จักแพร่หลายที่สุดรุ่นหนึ่งของโลก Submainer เป็นนาฬิกาแบบชัวร์ๆ ที่บ่งบอกถึงความมีระดับแต่ไม่ต้องมีลูกเล่นอะไรเยอะเกินไป เมื่อมีนาฬิการุ่นนี้อยู่บนข้อมือก็เหมือนกับว่าคุณได้เดินทางมาถึงความสำเร็จจุดสำคัญระดับหนึ่งในชีวิตแล้ว


Jaeger-LeCoulter Reverso

Jaeger-LeCoulter Reverso เป็นนาฬิกาที่มีดีไซน์โดดเด่นที่สุดรุ่นหนึ่งในโลกอยู่แล้วและในปีนี้ก็มีอายุครบ 80 ปีพอดิบพอดีด้วย นาฬิการุ่นนี้ถือกำเนิดขึ้นในยุค 1930 สำหรับนักกีฬาโปโลในอินเดียสมัยที่อยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ ตัวเรือนของนาฬิการุ่นนี้สามารถหมุนพลิกกลับได้เพื่อปกป้องตัวเองจากการกระทบกระแทกขณะลงสนาม Reverso นี้ใส่กันได้ใส่กันดีตั้งแต่เซเลบจนถึงเจ้าขุนมูลนาย Reverso เป็นนาฬิกาอมตะเหนือกาลเวลาซึ่งไม่ว่าจะปรับและเปลี่ยนอย่างไรก็ไม่เคยทิ้งลุคอาร์ตเดคโค่เดิมๆ ไปเลย


Ulysses Nardin

พอคุณมีนาฬิกาเบๆ ครบทุกอารมณ์แล้ว ก็ถึงเวลาที่จะก้าวขึ้นไปเล่นอะไรที่แปลกและแตกต่างบ้าง Ulysse Nardin Freak Diavolo เป็นนาฬิกาที่แหวกแนวได้สะใจเหมือนกับ Ulysse Nardin อีกหลายรุ่นก่อนหน้านี้ มีเทคโนโลยี วัสดุ และดีไซน์อันล้ำสมัย ที่สะท้อนให้เห็นถึงจิตวิญญาณแห่งการทดลองและคิดค้นของแบรนด์ เช่นเดียวกับพี่น้องในตระกูล Freak รุ่น Diavolo ของปี 2011นี้ ถือเป็นนวัตกรรมที่มีความเทคนิคอลอย่างเต็มเปี่ยมและผลิตในจำนวนจำกัดจริงๆ เช่นนี้แล้วจึงทำให้ Ulysse Nardin เป็นแบรนด์ที่ผู้คนให้ความสนใจด้วยเหตุผลดีๆ ทั้งสิ้น

TAG Heuer Monaco‏

Heuer Monaco รุ่นแรกออกสู่ตลาดเมื่อปี 1969 เป็นนาฬิกาที่ที่มีทั้งสไตล์และประวัติอันน่าสนใจ นาฬิการุ่นนี้เป็นนาฬิกาจับเวลาเครื่องขึ้นลานอัตโนมัติรุ่นแรกๆ และเป็นนาฬิกาที่ Steve McQueen ใส่ในภาพยนตร์รถแข่งเรื่อง Le Mans ในปี 1972 ทุกวันนี้ Monaco ยังคงเป็นนาฬิกาที่มีความพิเศษแตกต่างจากนาฬิกาทั่วไป และผู้ใส่จะต้องมีความมั่นใจในระดับหนึ่งด้วย

บทความดีๆ อ่านเพิ่มเติมได้ที่
QP-DEVOTED TO FINE WATCHES Thai Edition
Issue 39 September

Seiko Premier Jet Black มหาบุรุษแห่งรัติกาล‏




เมื่อความคลาสสิกมาผสานกับความโมเดิร์ กำเนิดเรือนเวลาสุดพิเศษ 'Permier' จุดเริ่มต้นของการสร้างสรรค์ภายใต้ความคลาสสิกมีระดับ เพื่อรสนิยมของผู้บริหารรุ่นใหม่ ที่รวมเอาฟังก์ชั่นและนวัตกรรมแห่งเครื่องบอกเวลาอย่างสมบูรณ์แบบ
'ไซโก' เผยโฉมสุภาพบุรุษแห่งรัติกาล 'Premier- 'Jet Black' Kinetic Perpetual' (พรีเมียร์-'เจ็ตแบล็ก' คีเนติก เพอร์เพ็ตชวล) รุ่นพิเศษเพื่อการครบรอบ 130 ปี SEIKO ในปี 2011 นี้เป็นการผสมผสานสุดยอดดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ของพรีเมียร์ กับตัวเรือนสเตนเลสสตีลรมดำแบบ Hard Coat สุขุม ลึกลับ และน่าค้นหาดั่งชายหนุ่มผู้มาพร้อมกับเงามืดแห่งรัติกาล ลงตัวกับสายหนังแท้ชั้นเยี่ยมสุดเนี้ยบ เข้ากับตัวเรือนได้อย่างลงตัว กระจกหน้าปัดแซพไฟร์กันรอยขีดข่วน ที่สำคัญขับเคลื่อนเวลาด้วยระบบ Kinetic อันสะสมพลังงานจากการเคลื่อนไหวได้ยาวนานสูงสุดถึง 72 ชั่วโมง ครบเครื่องด้วยระบบ Auto Relay ที่พร้อมจะปลุกเรือนเวลาจากการหลับไหล แม้ยาวนานถึง 4 ปีให้กลับมา ณ เวลาปัจจุบัน โดยไม่ต้องปรับตั้งเวลาใหม่ได้ทันทีเพียงแค่คุณเขย่า สุดเพอร์เฟ็กต์ด้วยฟังก์ชั่น Perpetual Calendar ปรับวันที่ให้อัตโนมัติแม้ในปีอธิกสุรทิน จนถึงปี 2100
พบกับ SEIKO 'Premier-Jet Black' มหาบุรุษแห่งรัติกาลได้ที่เคาน์เตอร์ไซโก ณ ห้างสรรพสินค้าชั้นนำและร้านค้าตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ (ราคาเรือนละ 32,590 บาท)

วันศุกร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Saxonia Dual Time

A.Lange & Sohne‏ Saxonia Dual Time



เปิดตัวสมาชิกใหม่ในตระกูล แซ็กโซเนีย (Saxonia Dual Time) ที่ผสมผสานเรือนเวลาคุณภาพเข้ากับความคลาสสิคร่วมสมัย ด้วยตัวเรือนที่ผลิตจากทองขาวหรือทองชมพู 18k ขนาด 40.0 มิลลิเมตร คู่พื้นหน้าปัดเงิน บรรจุกลไกอัตโนมัติ Calibre L.086.2 ที่ได้รับการออกแบบขึ้นมาใหม่ทั้งหมด เสริมด้วยจักรกลปรับตั้งเข็มพิเศษสำหรับการแสดงเวลาไทม์โซนที่สอง



ส่วนเวลาท้องถิ่นสามารถปรับตั้งค่าผ่านปุ่มกดสองปุ่มด้านข้างตัวเรือน สำรองพลังงานจากการขึ้นลานด้วยโรเตอร์ ณ ศูนย์กลางที่ผลิตจากแพลทินัม 950 เมื่อไขลานเต็มสามารถสำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 72 ชั่วโมง ตัวเรือนประกอบเข้ากับสายหนังสีน้ำตาลหรือสีดำ




Case : 18k white gold or pink gold, 40.0 mm diameter
Dial : silver
Movement : automatic calibre L.086.2
Function : hours, minutes, second and 2 timezones
Strap : black or brown leather

วันพุธที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2554

OMEGA Moon Watch จุดสูงสุดคือการยอมรับ‏

มีใครบ้างไม่รู้จักนาฬิกา Omega?



หากเอ่ยถึง โอเมก้า ( Omega ) หลายคนคงร้องอ๋อ เพราะนาฬิกาแบรนด์นี้มีต้นกำเนิดมาอย่างยาวนาน และเบื้องหลังความสำเร็จยังอยู่ที่เรือนเวลาทุกเรือนที่การันตีคุณภาพ กว่า Omega จะมายืนอยู่แถวหน้าของเรือนเวลาระดับโลกต้องผ่านอะไรมามากมาย ซึ่งในช่วงทศวรรษ 1950 นาฬิกาแบรนด์ต่างๆ เริ่มเข้าสู่ยุคแห่งการแย่งชิงการเป็นผู้นำทางการตลาดโดยใช้คุณสมบัติการ แสดงค่าและจับเวลาอย่างเที่ยงตรงของนาฬิกาเป็นจุดขาย ซึ่งหลายแบรนด์พยายามพัฒนาคุณภาพและคิดกลไกใหม่ๆ ให้กับเรือนเวลา และส่งให้องค์การและสถาบันกลางของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทำการตรวจสอบและรับรองการันตีคุณภาพ ซึ่งนาฬิกาของ Omega เป็นแบรนด์ที่ทำลายสถิติความเที่ยงตรงจากการแข่งขันในหลายเวทีการประลอง คุณภาพ โดนในปี 1969 เป็นอีกครั้งที่นาฬิกา Omega ถูกจารึกลงในหน้าประวัติศาสตร์เพราะเป็นนาฬิกาแบรนด์แรกของโลกที่สามารถขึ้น ไปสู่ดวงจันทร์



จากวันนั้นชื่อเสียงของ Omega ก็โดดเด่นและโด่งดัง สามารถสร้างยอดขายได้อย่างท่วมท้น และทำให้นาฬิกาคอลเลกชั่น Speecmastre ได้รับชื่อเล่นใหม่ที่เรียกกันติดปากว่า Moon Watch โดยรุ่นแรกที่ผลิตออกมาคือ CK2918 ที่ผลิตในปี 1957 และหลังจากนั้นก็ผลิตผลงานออกมาเรื่อยๆ แต่ยังคงรูปแบบเดิมและประสิทธิภาพในการทำงานที่แสดงค่าและจับเวลได้อย่าง เที่ยงตรง



โดยในปีที่ผ่านมาได้ส่งสมาชิกน้องใหม่อย่าง Speedmaster Professional Apollo-Soyuz 35" Anniversary เพื่อรำลึกถึงโอกาสครบรอบ 35 ปีของภารกิจ Apollo-Soyuz Test Project โดยนาฬิการุ่นดังกล่าวผลิตจำนวนจำกัดเพียง 1,975 เรือนเท่านั้น

ทำไมนาฬิกา Omega คอลเลกชั่น Speedmaster Professional ถึงมีคำว่า Professional ต่อท้าย‏



ช่วงต้นทศวรรษ 1960 ในเวลานั้น NASA กำลังดำเนินโครงการทดสอบทางอวกาศ Mercury และกำลังเริ่มต้นโครงการใหม่ GEMINI หรือการส่งคนออกไปนอกยานเพื่อลอยไปลอยมาและทำการทดลองต่างๆโดยนาฬิกาที่จะถูกเลือกใส่เพื่อจับเวลาจะต้องทนทุกสภาวะอากาศทั้งความกดดันอากาศ สภาพสูญญากาศและอุณหภูมิที่ติดลบ ทาง NAZA ได้คัดเลือกนาฬิกามาหลายแบรนด์และทำการทดสอบต่างๆ จนเหลือเพียงนาฬิกา Omega Speedmaster เรือนเดียวเท่านั้นที่ผ่านการทดสอบ และในปี 1965 Mission GEMMINI 4 นักบิน Edward White ก็ใส่นาฬิกา Omega Speedmaster เพื่อจับเวลาการลอยไปลอยมาในอากาศ ดังนั้นในปี 1966 Omega จึงเพิ่มคำว่า PROFESSIONAL ต่อท้ายชื่อ Speedmaster บนหน้าปัด เพื่อเฉลิมฉลองการยอมรับจาก NASA ที่เลือกใช้นาฬิกาคอลเลกชั่นดังกล่าวในโครงการทางอวกาศ

วันจันทร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Alpina Re-discovering of Aviation Heritage




การโบยบินครั้งใหม่‏
หลังจากที่นาฬิกา Alpina ได้กลับเข้าสู่โลกแห่งนาฬิกานักบินอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัวคอลเลคชั่น Startimer Pilot อย่างยิ่งใหญ่เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาในเจนีวาด้วยการพาแขกและสื่อมวลชน ขึ้นเครื่องบินเ็ท Cessna Citation Mustang ของ PrivatAirบินมาจากนครเจนีวาขึ้นชมทัศนียภาพรอบเทือกเขาแอลป์เฉียดยอดเขา มงต์บลองก์และแมตเตอร์ฮอร์นกันมาแล้วนาฬิกาคอลเลคชั่น นี้ก็บินลัดฟ้ามาให้ชาวไทยได้เป็นเจ้าของกันอย่างรวดเร็วเมื่อเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมาในงาน สยามพารากอนว็อตช์เอ็กซ์โปโดยประเดิมด้วยรุ่น Startimer Pilot Automatic แบบ 3 เข็มซึ่งหลายท่านคงมีโอกาสได้สัมผัส และอาจจะคาดอยู่บนข้อมือของผู้อ่านบางท่านเป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วย TomY


การ ออกแบบของคอลเลคชั่นนี้เป็นการนำรูปลักษณ์ดั้งเดิมของนาฬิกาสำหรับนักบินทีื Alpina เคยผลิตขึ้นในยุค 1920 และ 1930 มาผสมผสานเข้ากับดีไซน์สมัยใหม่ได้อย่างลงตัวและสามารถถ่ายทอดตัวตนแห่งความ เป็น Alpina ออกมาได้อย่างชัดเจน
และสำหรับบางท่านที่รอดูตัวจริงของนาฬิกาโครโนกราฟในคอลเลคชั่น Startimer Pilot นี้ก็มีข่าวดีที่จะแจ้งให้ทราบว่า Startimer Chronograph ได้มารออยู่ที่เคาน์เตอร์ของ Alpina ให้ท่านไปลองทาบบนข้อมือแล้ว



Startimer Chronograph มาในตัวเรือน Steel ขนาด 44 มิลลิเมตรเช่นเดียวกับรุ่น 3 เข็มหน้าปัดสีดำด้านตัดกับเข็มชั่วโมงและนาทีเคลือบสารเรืองแสงสีขาว มีอินเด็กซ์ชั่วโมงเป็นตัวเลขขนาดใหญ่เคลือบสารเรืองแสงสีขาวเช่นกัน ส่วนหัวของเข็มวินาทียังโดดเด่นด้วยสัญลักษณ์ทรง 3 เหลี่ยม อันเป็นซิกเนเจอร์ของแบรนด์ที่แต้มด้วยสีแดงอีกด้วย ทำงานด้วยเครื่องขึ้นลานอัตโนมัติโครโนกราฟ AL-860 ที่สามารถสำรองพลังงานได้ 42 ชั่วโมง พร้อมโรเตอร์เคลือบ PVD ดำสุดเคร่งขรึม ซึ่งมองเห็นได้ผ่านทางฝาหลังกระจกใส มีทั้งสายหนังสีดำ หรือสาย Steel ให้เลือกเป็นเจ้าของ
นาฬิการุ่นนี้ถูกผลิตขึ้นในจำนวนจำกัดเพียง 8,888 เรือนทั่วโลก บรรจุอยู่ในแพคเกจหรูร่วมกับโมเดลเครื่องบิน Cessna Citation Mustang คาดสีสันของ PrivatAir เพื่อระลึกถึงความร่วมมือของแบรนด์ Alpina กับบริษัทชั้นนำทั้ง 2 แห่งในครั้งนี้ด้วย

บทความดีๆ อ่านเพิ่มเติมได้ที่
QP-DEVOTED TO FINE WATCHES Thai Edition
Issue 39 September

วันอาทิตย์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2554

สิบสุดยอดนาฬิกาโครโนกราฟวินเทจที่นักสะสมปรารถนา‏

.Breguet Type XX รุ่นแรก
.Breitling Navitimer ปี 1960-1965
.Breitling Top-Time
.นาฬิกาทหารเยอรมัน Heuer Bundeswehr ยุค 1970 หรือที่เรียกว่า '3H'
.Lemania กองทัพเรืออังกฤษ ยุค 1950
.Omega Speedmaster Professional ก่อนปี 1968
.Panerai Mare Nostrum ยุค 1990
.Patek Philippe Reference 1463
.Rolex Zerograph
.Universal- Geneve Space Compax



นาฬิกาโครโนกราฟจับเวลายังคงครองจิตใจของนักสะสมจำนวนมากได้ แม้ในวันนี้โลกเราจะมีนาฬิกาจับเวลาควอตซ์ความเที่ยงตรงสูงมากมาย ทั้งยังมีแอพในโทรศัพท์ที่จับเวลาได้เหมือนกันอีก และที่เป็นสุดยอดแห่งสุดยอดของวงการจับเวลาก็คือ


นาฬิกาจับเวลาแบบสปลิทเซ็กเกินด์ครับ เพราะสามารถจับเวลา 2 สิ่งที่เริ่มต้นพร้อมกันได้ นักสะสมบางคนก็จะชอบเครื่องที่เป็นกลไกคอลัมวีลมากกว่าแบบโอเวอร์แคม และเมื่อไม่นานมานี้ แบรนด์อย่าง TAG Heuer, Montblanc และ Breitling ก็ออกนาฬิกาจับเวลาที่มีมาร์คเกอร์แบบติดตรึงอยู่กับที่ออกมาและไม่มีเข็มกวาดไปรอบๆ แบบปกติ แต่จะใช้จานหมุนเพื่อช่วยจับเวลาแทน Patek Philippe และ Rolex




ก็มีเครื่องนาฬิกาจับเวลาอินเฮ้าส์เป็นของตนเองแล้วตั้งแต่เมื่อราว 10 ปีก่อน และเมื่อไม่นานมานี้ Breitling ก็เปิดตัวเครื่องนาฬิกาจับเวลาอินเฮ้าส์รุ่นใหม่ถอดด้าม ส่วนเครื่องนาฬิกาจับเวลาของ Bremont นั้น ก็บรรจุอยู่ในกรงฟาราเดย์เพื่อปกป้องตัวเครื่องจากแรงกระทำของสนามแม่เหล็ก


เมื่อปีที่แล้ว Zenith ก็นำเสนอเครื่องนาฬิกาจับเวลาที่มีความละเอียดถึง 1/10วินาทีออกมา และที่งาน Baselworld 2011 ปีนี้ TAG Heuer ก็เผยโฉมนาฬิกาจับเวลาจักรกลเรือนแรกของโลกที่สามารถจับเวลาได้ละเอียดถึง1/1000 วินาที และในงานเดียวกันนี้เองเราก็ได้เห็นการกลับมาอย่างงดงามของนาฬิกาจับอวลาเรือนเด่นจาดอดีตอีกด้วยครับ ไม่ว่าจะเป็น Heuer Monza Breitling Transocean และ Glycine SST ทั้งหมดสวยงามไร้ที่ติจรองๆครับ



บทความดีๆ อ่านเพิ่มเติมได้ที่
QP-DEVOTED TO FINE WATCHES Thai Edition
Issue 39 September



วันเสาร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2554

HAMILTON Khaki Conservation Auto Chronograph



Hamilton
เผยเรือนเวลาคอลเลกชั่นล่าสุดที่เปิดตัวพร้อมโปรเจ็กต์พิเศษเพื่อสิ่งแวดล้อมกับ Conservation International หรือ CI องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ดำเนินกิจกรรมด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งมีพระเอกฮอลลีวูดชื่อดัง Harison Fordมีส่วนร่วมเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลักในการขับเคลื่อน และเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนกิจกรรมดีๆ Hamiltonจึงสร้างสรรค์คอลเลกชั่นพิเศษสำหรับโอกาสนี้โดยเฉพาะ กับ Khaki Conservation Auto Chrono ในดีไซน์วินเทจ ที่สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายสปอร์ตคลาสิกของตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด42.0มิลลิเมตร


เม็ดมะยมและปุ่มกดแบบหัวหอม เสริมความคลาสิกด้วยการเซาะวงแหวนขอบตัวเรือนเป็นร่งรอยถี่อย่างปราณีต เข้ากับพื้นหน้าปัดสีวินเทจเบจ แสดงเวลาแบบ2เข็มครึ่ง โดยแสดงฟังก์ชั่นจับเวลาผ่านเข็มวินาธีร่วมกับหน้าปัดย่อยจับเวลาหน่วยนาทีที่ตำแหน่ง3นาฬิกา เสริมด้วยช่องหน้าต่างแสดงวันที่ ณ 6นาฬิกาดูลงตัว



ควบคุมการทำงานด้วยกลไกออโตเมติกโครโนกราฟCal.H31ซึ่งเป็นชุดจักรกลใหม่ที่พัฒนาขึ้นมาล่าสุด สามารถสำรองพลังงานได้60ชั่วโมง พร้อมคุณสมบัติต่อต้านสนามแม่เหล็ก
ได้เท่และยังสนับสนุนกิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

วันพฤหัสบดีที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2554

FRANCK MULLER Cintree Curvex Black Croco



เสน่ห์แห่งจระเข้ดำ

มนต์เสน่ห์แห่งสีดำ ได้กลายเป็นแรงผลักดันในการสร้างสรรค์คอลเลกชั่นล่าสุดของFranck Muller (แฟรงค์ มูลเลอร์) กับ Cintree Curvex Black Croco (แซนแทร คูร์เวซ์ แบล็ก คร็อกโค) ที่เผยโฉยพร้อมเสน่ห์คลาสิกลึกล้ำอันสัมผัสได้ถึงความลงตัวในทุกองค์ประกอบ ผ่านตัวเรือนทรงถังเบียร์ดีไซน์โค้งรับแนวข้อมือ ขนาด39.6X55.4มิลลิเมตร หนา11.9มิลลิเมตร ผลิตจากสเตนเลสสตีลเคลือบPVDสีดำสนิทแบบด้านสลับเงา สร้างสรรค์เป็นลวดลายหนังจระเข้แบบ3มิติ เป็นเสน่ห์ความดำอันน่าค้นหา รับกับพื้นหน้าปัดสีดำที่ทำเป็นลายหนังจระเข้เช่นเดียวกัน อวดความโดดเด่นของเข็มชี้และตัวเลขอารบิคหรือโรมันซึ่งเคลือบด้วยสารเรืองแสง เรียบง่ายกับการแสดงเวลาแบบ3เข็มควบคุมการทำงานด้วยกลไกอัตโนมัติCal.8880 SCที่ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนทั้งสิ้น158ชิ้น พร้อมทับทิมการสึกหรอ21เม็ด สำรองพลังงานได้42ชั่วโมง ขัดแต่งลายตามรูปแบบCotes de Geneve (โกตส์ เดอ เฌอแนฟ) รองรับอารมณ์อย่างต่อเนื่องกับสายหนังจระเข้สีดำ เชื่อว่าหลายคนจะหลงรักจระเข้สีดำตัวนี้


วันอังคารที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2554

L-evolutuion Semainier Grande Date 8 Jours




BLANCPAIN
ศักยภาพแห่งพลัง
จากความสำเร็จในการเปิดตัวคอลเลกชั่น L-evolutuion (แอลเอโวลูชั่น) ในปี 2009 ล่าสุด
BLANCPAIN (บลองแปง) ย้ำกระแสความสำเร็จอย่างต่อเนื่องกับเรือนเวลาดีไซน์สปอร์ตกระชากใจที่เปี่ยมาด้วยพลังอันเข้มข้น L-evolutuion Semainier Grande Date 8 Jours (อาลเอโวลูซิยง เซมายนิเยร์ กรองด์ ดาท อวิต ฌูร์) นำเสนอผ่านสองอารมร์ทางเลือกสเตนเลสตีล หรือความหรูหราของทองชาด18Kในขนาด43.5มิลลิเมตร หนา13.4มิลลิเมตร โดดเด่นด้วยพื้นหน้าปัดขัดลาย Geneva wave (เจนีวา เวฟ) อย่างปราณีต สะดุดตากับเลขโรมัน3และ9ขนาดใหญ่เคลือบด้วยสารเรืองแสง เจาะช่องหน้าต่างแสดงวันที่แบบBig Date (บิ๊กเดท) ที่6นาฬิกา นอกจากนี้ยังแสดงวันและระดับพลังงานสำรองซ้อนกันอยู่ที่12นาฬิกาและแสดงสัปดาห์ในรอบ1ปีด้วยเข็มวงเดือนที่ชี้แสดงบนขอบหน้าปัดอีกด้วย ควบคุมการทำงานด้วยกลไกออโตเมติกCal.37R8Gขนาดบางพิเศษเพียง4.57มิลลิเมตร ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนจำนวน299ชิ้น รวมกับทับทิม46เม็ด พร้อมความสามารถในการสำรองพลังงานนานสูงสุด192ชั่วโมงหรือ8วัน สามารถชมการทำงานอันเปี่ยมสมรรถภาพของกลไกนี้ได้ผ่านฝาหลังคริสตัลแซฟไฟร์มาพร้อมสายหนังจระเข้เพิ่มดีกรีสปอร์ต สะท้อนถึงพลังและคุณภาพอันสมบูรณ์แบบ

วันจันทร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2554

IWC-Plastiki เรือนเวลานักบุกเบิก‏



ชีวิตคือการค้นหา แม้สิ้นแขนขาแต่จิตใจต้องก้าวไปข้างหน้าต่อไป นั่นคือปรัชญาการให้กำลังใจที่แสนคลาสสิก และมนุษย์นับล้านก็นำมายึดเหนี่ยวและก้าวตามกันอย่างแข็งขัน ค้นหาความจริงวิ่งไล่ความฝัน บุกเบิกฟันฝ่าตามหาสิ่งใหม่ๆ ให้แก่โลกได้รับรู้ และหาผลประโยชน์พร้อมอนุรักษ์
เช่นกันกับโครงการสำรวจธรรมชาติครั้งใหญ่อย่าง พลาสติกิ (Plastiki) ซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่างยอดแบรนด์แสนผจญภัย ไอดับเบิลยูซี (IWC) ที่ให้การสนับสนุน นักสำรวจแห่งยุคหนุ่มชาวอังกฤษ เดวิด เดอ รอธไชลด์ (David de Rothschild)มัน่ย่ย 33 ปี ที่เดินทางไกลจากซานฟรานซิสโก ( San Francisco) สหรัฐอเมริกา มุ่งหน้ายังซิดนีย์ (Sydney) ออสเตรเลีย (Australia)



นอกจากระยะทางค่อนโลกแสนไกลแล้ว ความสนใจของโครงการนี้ยังมีหลายประการ เริ่มจากพาหนะที่ต่างจากเรือธรรมดาทั่วไป เพราะ Plastiki คือเรือประเภท คาตามาแรน (Catamaran) หรือเรือใบที่มีลำเรือ 2 ลำ หนักกว่า 12 ตัน ที่สำคัญลอยตัวได้ด้วยขวดพลาสติกที่ผ่านการใช้งานบ้างก็ไม่สมประกอบมารวมตัวกันกว่า 12,500 ขวด เดินทางอาศัยพลังงานธรรมชาติ ทั้งพลังจากแผงโซลาเซลล์ แรงลม จักรยานกำเนิดไฟฟ้า (Bicycle Generators)
เป้าหมายหลักในการเดินทางข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกในครั้งนี้ มีเป้าประสงค์หลักในการสำรวจธรรมชาติทั้งสำรวจหาสาเหตุภาวะโลกร้อน ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นตลอดเส้นทาง ภาวะความเป็นกรดของมหาสมุทร จำนวนทรัพยากรธรรมชาติในปัจจุบัน ซึ่งภาระกิจครั้งนี้นอกจากกัปตัน Rothschild แล้วยังมีลูกเรือชาวผู้ดีอีก 6 ชีวิต ออกเดินทางตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคมไปสิ้นสุดขึ้นฝั่งเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคมที่ผ่านมา ณ อ่าวซิดนีย์ แน่นอนว่าการเดินทางที่ยาวนานครั้งนี้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ก่อนจะนำข้อมูลจากการสำรวจมาใช้งานพร้อมเผยแพร่ในช่วงปลายเดือนสิงหาคม
ตลอดการทำงานครั้งนี้เรือนเวลาที่มีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิด ไม่ต่างจากอุปกรณ์หลักที่ David de Rothschild ใช้เสมอ นั่นก็คือ เรือนเวลา IWC-Plastiki ลิมิเต็ดเอดิชั่นรุ่นพิเศษจากครอบครัว lngenieur หรือชื่อเต็มๆ lngenieur Automatic Earth Mission ' Plastiki' (Ref.3236) ผลิตออกมาน้อยนิดเพียง 1,000 เรือนเท่านั้น เรื่องคุณสมบัติความทนทานสำหรับเผชิญโลกกว้างไม่ต้องพูดถึง (ทั้งนี้ลูกเรือทั้งหมดต่างสวมนาฬิกา IWC จากไลน์ lngenieur Automatic Earth Mission อีกด้วย)
ตัวเรือนสุดแกร่งด้วยสเตนเลสสตีล ขนาดหน้าปัด 46.0 มิลลิเมตร สายยางสีน้ำเงินออกแบบเพื่อการใส่ทำงานหนัก กันน้ำได้ลึกถึง 12 บาร์ ระบบป้องกันตัวเรือนถือว่าหนาแน่นตามต้นตำรับตระกูล lngenieur Automatic Earth Mission ผสมผสานการทำงานของสมองกล 80110 คาลิเบอร์ ซึ่งเป็นเครื่องที่ทำโดยโรงงาน IWC เอง พร้อมด้วยเซลฟ์วินดิ้ง แถมภายในยังใช้เหล็กอ่อนเป็นตัวป้องกันแรงกระแทกอีกแรง พร้อมด้วยเครื่องป้องกันคลื่นแม่เหล็กอีกด้วย ทำงานบนความเสถียรระดับ 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง แน่นอนว่าหน้าปัดวางทับด้วยแซพไฟร์ทั้งหน้าและหลัง ที่สำคัญฝาหลังยังแกะสลักรูปเรือ แผนที่ และเส้นทางของภารกิจ Plastiki
นอกจากจะเป็นภารกิจที่โหดเอาการและยังสร้างประโยชน์ในเรื่องสิ่งแวดล้อมแก่มนุษยชาติให้ตระหนักรู้ถึงสิ่งแวดล้อมบนโลกใบนี้ที่เราต้องอยู่ร่วมกัน ได้ทราบว่าพฤติกรรมของเราได้ทำลายธรรมชาติไปขนาดไหนแล้ว เหมือนกับที่ตัว David de Rothschild เปิดใจในการสำรวจครั้งนี้
" ในฐานะประชากรโลกที่เดินทางไปมากมาย สิ่งที่ผมเรียนรู้นอกจากตัวตนธรรมชาติแล้ว ผมเรียนรู้ว่าเราต้องปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงอย่างไร ในขณะที่วิถีชีวิตของคนส่วนใหญ่ต่างส่งผลต่อธรรมชาติทั้งนั้นการเดินทางบุกเบิกหาข้อมูลไปเผยแพร่จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่ผมพอจะทำได้ ณ ตอนนี้ สุดท้ายก็อยู่ที่เราจะแก้ไขกันอย่างไรต่อไป "
เช่นกันกับทาง จอร์ส เคิร์น (Georges Kern) CEO จาก IWC ที่เห็นพ้องกับโครงการจนเป็นที่มาในการร่วมมือครั้งยิ่งใหญ่ " David คือสุดยอดนักบุกเบิกและสำรวจแห่งยุคปัจจุบัน ทำให้เราได้ตระหนักถึงปัญหาของโลกในปัจจุบันซึ่งเกิดขึ้นและส่งผลในชั่วชีวิตของคนรุ่นเรา ซึ่งเราเองควรจะมีส่วนรับผิดชอบ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไม IWC ถึงเข้าร่วมสนับสนุนโครงการนี้ทันทีตั้งแต่ปี 2007 หวังว่าการสำรวจคั้งนี้จะทำให้สังคมได้รับรู้ว่าเราไม่สมควรจะใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลืองไม่รับผิดชอบอีกแล้ว "
ถือเป็นอีกแรงบันดาลใจอันยอดเยี่ยมที่ถ่ายทอดลงบนเรือนเวลาชั้นดีได้อย่างหมดจดสำหรับ IWC-Ingenieur Automatic Earth Mission 'Plastiki' เรือนนี้

อ่านข้อมูลนาฬิกาเพิ่มเติมได้ที่
GM Watch Vol.14 NO.140 SEPTEMBER 2011

วันเสาร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Zenith's Pioneering Spirit




หลังจากที่ Zenith ได้แบรนด์แอมบาสเดอร์คนใหม่เป็นนายพันที่มีชื่อว่า John Blashford-Snell ซึ่งเป็นนักสำรวจชาวอังกฤษที่เคยสวมใส่นาฬิกาจับเวลา Zenith El Primero ตะลุยไปทั่วโลกมาแล้วในช่วงเวลา 40 ปีที่ผ่านมา ทางแบรนด์จึงได้ออกแบบนาฬิกา El Primero Stratos Flyback



รุ่นใหม่ขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ท่าน โดยจะผลิตในจำนวนจำกัดเพียง 500 เรือนเท่านั้น ในตัวเรือนและสายที่ทำจาก Steel ใช้หน้าปัดโทนสีเงินตัดกับวงจับเวลาสีดำ มีฟังก์ชั่นฟลายแบ็คตามชื่อรุ่น ขอบตัวเรือนหมุนได้ทิศทางเดียว และมีสเกลเทเลมิเตอร์บนขอบตัวเรือนด้านใน

วันศุกร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2554

RAYMOND WEIL Maestro Lady



Maestro เป็นคอลเลคชั่นเรือนเวลาจากแบรนด์ RAYMOND WEILที่ขอเชิดชูเหล่าช่างประดิษฐ์นาฬิกาที่สามารถถ่ายทอดศาสตร์การประดิษฐ์นาฬิกาให้แก่ชนรุ่นหลังไว้อย่างไม่ผิดเพี้ยน ว่าเป็นเหมือน “ปรมาจารย์” หรือวาทยกรผู้นำวงดนตรีออเคสตร้าชั้นเอกนั่นเอง ปีนี้ RAYMOND WEILขอเสนอ Maestro Ladyนาฬิกาผลงานละเมียดละไมสำหรับสุภาพสตรีโดยเฉพาะ
ด้วยหน้าปัด เนื้อมุกสีขาว พร้อมประดับเพชรที่บริเวณขอบหน้าปัดและบริเวณหน้าปัดเป็นเครื่องหมายบอกเวลา ลวดลายกีโยเช่บริเวณกลางหน้าปัด สิ่งเหล่านี้ได้หล่อหลอมเข้าไว้ด้วยกันจนเกิดเป็นนาฬิกา Maestro Ladyที่สะท้อนถึงนวัตกรรม เทคโนโลยีชั้นสูง และความงดงามอันเป็นเอกลักษณ์ของ แบรนด์ได้อย่างดี
ความพิเศษอีกอีกอย่างหนึ่งในเรือนเวลา Maestro Lady นั้นคือการเปิดโชว์บาล้านซ์วีลบนหน้าปัดตำแหน่ง12นาฬิกา เผยให้เห็นถึงหัวใจกลไกไขลานอัตโนมัติของเรือนเวลาเรือนนี้ ตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง30มิลิเมตร สายนาฬิกามีให้เลือกสองแบบคือ สายนาฬิกาแบบสายสร้อยข้อมือสเตนเลสสตีลหรือสายนาฬิกาหนังสีดำหรือสีชมพูสดใส

วันพฤหัสบดีที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2554

อินเฮ้าส์ตัวจริง‏ (ต่อจากตอนที่แล้ว)


" ตอนนี้ Escapement ที่ใช้คือ Clinergic ของสวิสซึ่งเดินที่ความถี่สูง 28,800 VPH ชุด Balance ประเด็นที่น่าสนใจก็คือหลังจากที่ TAG Heuer ได้พัฒนาเครื่องใหม่ ให้มีความบางลงเล็กน้อย 7.13 มิลลิเมตร ในขณะที่เส้นผ่าศูนย์กลางของเครื่องก็ยาวขึ้นเพื่อให้เหมาะสมกับขนาดของนาฬิกาในปัจจุบันที่ใหญ่ขึ้น แต่ก็ไม่ได้ใหญ่ขึ้นมากนักคือ 29.3 มิลลิเมตร สรุปก็คือเป็นเครื่องขนาดกำลังดี ไม่ได้บางพิเศษอะไรสำหรับเครื่องจับเวลากลไกอัตโนมัติ อย่างเครื่อง EI Primero ก็หนาเพียง 6.5 มิลลิเมตร แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ถือว่าเครื่องรุ่นนี้ขนาดกำลังดีและไม่ได้ใหญ่เกินไป ทำให้ TAG Heuer สามารถนำไปใส่ในตัวเรือนนาฬิกาทั้งที่มีขนาดใหญ่และเล็กได้ "

" ที่สำคัญคือว่าเครื่องรุ่นนี้ได้รับการขัดแต่งอย่างเหมาสมตามมาตรฐานสวิส ทั้งลาย Cotes de Geneve ลายก้นหอย การลบเหลี่ยมมุมด้วยกระบวนการ Diamond Polishing พร้อมกับใช้ Blue Colum Wheel ด้วยสกรูว์คุณภาพดี และเครื่องนาฬิการุ่นนี้ยังเดินดีอีกด้วย " Roberts กล่าวอย่างไม่ลังเลว่า " TAG Heuer สมควรมีสิทธิ์เรียกเครื่องรุ่นนี้ว่าเป็นเครื่องอินเฮ้าส์ได้แล้ว ในกรณีนี้ผมว่าเราสามารถพูดได้แล้วว่านี่คือเครื่องอินเฮ้าส์ของ TAG Heuer อย่างแท้จริง เหตุผลน่ะหรือครับ ก็เพราะว่า TAG Heuer เขาออกแบบเครื่องนี้ใหม่หมดแล้วและผลิตทุกชิ้นส่วนเอง "

ขยายกำลังและศักยภาพ‏
เนื่องด้วยขนาดของ TAG Heuer จึงมีความน่าจะเป็นว่าบริษัทจะต้องการเก็บเครื่องทั้งหมดที่ผลิตไว้ใช้เอง แต่ก็คงจะเป็นเรื่องตลกไม่ใช่เล่นหากวันหนึ่ง TAG Heuer มีกำลังการผลิตเครื่องได้มากพอที่จะขายให้กับแบรนด์อื่นๆ ที่ไม่สามารถผลิตเครื่องขึ้นใช้เองได้หลังจากที่ Swatch Group เลิกขายเครื่องให้แล้ว ปัจจุบันนี้ TAG Heuer มีกำลังในการผลิต เริ่มต้นที่ 25,000 เครื่องต่อปี และมีแผนในการเพิ่มอัตราอีก 10,000 เครื่องต่อปี ขณะนี้ TAG Heuer ใช้เครื่องรุ่นดังกล่าวในนาฬิกาเพียงรุ่นเดียวเท่านั้น หลังจากนี้ก็น่าจะมีการโมดิฟายเพิ่มเติมเพื่อการใช้งานในนาฬิการุ่นอื่นๆ ต่อไป



ดังที่ Roberts กล่าวว่า " เครื่องรุ่นนี้มีต้นทุนในการผลิตสูงมาก แต่ถ้าคุณสามารถผลิตได้ 50,000 เครื่อง ต้นทุนก็จะลดลง และถ้าคุณทำได้อีก 200,000 เครื่อง ต้นทุนก็จะยิ่งลดลงมาอีก ดังนั้นเมื่อเป็นเช่นนี้ไปปีต่อปีความคุ้มในการผลิตก็จะเกิดขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับต้นทุนของการซื้อเครื่อง Valjoux นี่เป็นเหตุผลหลักที่หลายต่อหลายบริษัทเริ่มผลิตเครื่องอินเฮ้าส์กันเอง ผมไม่คิดว่าอยู่ดีๆ TAG Heuer หรือ Breitling จะลุกขึ้นมาทำอะไรอย่างนี้หากไม่ได้เป็นกังวลเรื่องการจะเลิกเครื่องให้ในอนาคต " หนึ่งข้อพิสูจน์ในเรื่องนี้ก็คือราคาค่าตัวของ Carrera Calibre 1887 ซึ่งตั้งไว้ถูกเหลือเชื่อเพียง £ 2,350 เท่านั้น

วันอังคารที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2554

TAG HEUER CALIBRE 1887‏



เลขรุ่น 1887 ของเครื่องตัวใหม่ของ TAG Heuer นี้มีที่มาจากปีที่ Edouard Heuer คิดค้นระบบ Oscillating Pinion ขึ้น แต่เมื่อ TAG Heuer เปิดตัวเคร่ืงรุ่นนี้โดยระบุว่าเป็นเครื่องที่พัฒนาขึ้นเองแบบอินเฮ้าส์ทั้งหมดRobers ก็ได้รับทราบมาจากการประชุมกับวิศวกรของ TAG Heuer ว่าทางแบรนด์ได้มีการเปลี่ยนแปลงเครื่องรุ่นดังกล่าวเพิ่มเติมอย่างน่าสนใจหลายประการมาตั้งแต่ที่เริ่มลงมือมาตั้งแต่ปี 2007
" เครื่องรุ่นนี้มีกลไกการจับเวลาแบบ Column Wheel และ Oscillating Pinion ซึ่งก็บังเอิญเป็นนวัคกรรมของ TAG Heuer ในปี 1887 เรียกได้ว่าเป็นเครื่องนาฬิกาจับเวลาที่มีความสวยงามรุ่นหนึ่งเลย "
" เราจะเห็นได้ว่าเครื่องรุ่นนี้ใช้ Balance Spring และ Shock Absorber แบบใหม่เพื่อเน้นเรื่องประโยชน์ใช้สอยก่อนรูปลักษณ์ "



เมื่อ Roberts ได้วิเคราะห์เครื่อง Calibre 1887 ในรายละเอียดแล้วก็อดรู้สึกไม่ได้ว่านี่คือเครื่องที่ผ่านการคิดค้นใหม่โดยสมบูรณ์ อินเตอร์เฟชระหว่างเครื่องเบสและกลไกจับเวลาของเครื่องรุ่นนี้ทำงานได้อย่างดีและมีประสิทธิภาพ กล่าวคือมี Oscillating Pinion ทำหน้าที่เชื่อมต่อชุดเกียร์โดยการเคลื่อน Pinion ในทิศทางแนวนอนเพื่อเข้าสัมผัส แต่อย่างที่ Roberts กล่าวว่า " แฟชั่นล่าสุดซึึ่งเราจะได้มาดูกันต่อไปในเครื่องของ Breitling ก็คือสิ่งที่เขาเรียกกันว่า Vertical Clutch ซึ่งก็ทำงานเหมือนกับครัทช์ในรถยนต์นี่แหละครับ เป็นชิ้นส่วนที่ช่วยให้คุณสามารถสั่งเริ่มต้นและหยุดการทำงานของกลไกจับเวลาได้ ระบบที่สามซึ่งเป็นแบบคลาสสิกเลยก็คือการใช้ Spur Gear ซึ่งสามารถควบคุมให้เริ่มต้นหรือหยุดการทำงานได้ด้วย Coupling Device "



วิศวกรรมล้ำเลิศ‏
" หากจะให้เปรียบเทียบก็คงพูดได้ว่าระบบของ TAG Heuer เป็นระบบที่ดีมาก มีประสิทธิภาพสูงสุดและเป็นที่ประจักษ์ว่ามีการใช้งานกันในเครื่องนาฬิกาจำนวนมากกว่าระบบอื่นๆ ทั้งหมดรวมกัน "
Roberts ทราบมาว่า TAG Heuer ต้องใช้เวลากับการออกแบบวิศวกรรมกลไกเป็นอย่างมาก " ดีไซเนอร์ของเขาต้องออกแบบเครื่องใหม่หมด เพื่อเริ่มดูว่าจะผลิตแต่ละชิ้นอย่างไร ขั้นตอนนี้ไม่ใช่อะไรง่ายๆ อย่างที่ใครอาจจะคิด การทำให้ได้ดีและมีความสมบูรณ์ในทางวิศวกรรมอย่างที่ TAG Heuer ทำนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย "



" งานนี้เป็นงานที่ยากและละเอียดอ่อน และไม่ได้ออกแบบมาเพื่อให้มีราคาถูกเท่านั้นแต่ยังออกแบบมาเพื่อให้ผลิตโดยเครื่องจักรอัตโนมัติที่มีความทันสมัยและเทคนิคการผลิตล่าสุดอีกด้วยชิ้นส่วนหลักของเครื่องทั้งเก้าชิ้น อาทิ Main Plate และ Bridge ทั้งหมดผลิตขึ้นที่โรงงาน Cormol ในเทือกเขาจูราของสวิส โรงงานแห่งนี้มีการติดตั้งเครื่องจักรใหม่ล่าสุดจนเข้าขั้นเป็นโรงงานที่ล้ำสมัยที่สุดของสวิตเซอร์แลนด์ในขณะนี้ ส่วนการประกอบหลักนั้นทำที่โรงงานในลา โซซ์-เดอ-ฟงด์ส ซึ่งมีชื่อเรียกว่า T1 Assembly




" เกณฑ์สำคัญเกณฑ์หนึ่งของเขาเท่าที่ผมเข้าใจก็คือการเอาเครื่องอินส์เฮ้าส์ไปใส่ในนาฬิการะดับราคาเท่ากับที่ใช้เครื่อง Valjoux 7750 และ TAG Heuer ก็ทำเช่นนั้นได้จริงแล้วด้วยซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาเลย เมื่อก่อนนี้เครื่อง 7750 นี่ซื้อหากันได้ในราคาถูกมากๆ แต่ในทุกวันนี้กลับมีราคาที่แพงขึ้น แล้ววิธีการผลิตเครื่องแบบใหม่นี้ก็จะเป็นการประหยัดมากกว่า ในขณะที่ Breitling เลือกแก้ปัญหาในอีกแนวทางหนึ่ง "
ติดตามเพิ่มเติมได้ที่หนังสือ
QP - DEVOTEDV TO FINE WATCHES Thai Edition
Issue Thirty Dec . 2010


พรุ่งนี้มาต่อกันครับยังไม่จบ.....

วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2554

CONCORD C2 Chronograph



นาฬิกาข้อมือจับเวลาสปอร์ตลํ้าสมัยจากแบรนด์นาฬิกาแห่งนวัตกรรมสุดแกร่ง CONCORD C2 ตัวเรือนทรงกลมสปอร์ต ขนาด43มิลิเมตร หนา12มิลิเมตร ผลิตด้วยสเตนเลสสตีลชุบแบล็คพีวีดี กระจกหน้าปัดคริสตัลแซฟไฟร์กันแสงสะท้อน พื้นหน้าปัดสีดำสไตล์มัลติเลเวล



ตกแต่งโดยใช้วิธีพ่นทรายเสริมลุคให้ดูดำด้านแบบสปอร์ต ตัดกับมาร์คเกอร์และเข็มหุ้มด้ายสารเรืองแสง SuperLumiNova แสดงเวลาแบบสามเข็มบนหน้าปัดหลักและจับเวลาบนหน้าปัดย่อย แสดงเวลาเป็นชั่วโมง นาที วินาที และวันที่ พร้อมสามารถจับเวลาได้ในแบบ60วินาที 30นาที และ12ชั่วโมงควบคุมการทำงานด้วยเครื่องไขลานออโตเมติก คาลิเบอร์ ETA 2894-2 มีทับทิม37เม็ด เดินด้วยความถี่ 28800ครั้งต่อชั่วโมง สปอร์ตลงตัวมากยิ่งขึ้นกับสายยางสีดำVulcanizedแต่งแต้มริ้วลายสีแดง กันนํ้าได้ลึก100เมตร


วันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2554

All in the Movement เรื่องเครื่องเรื่องใหญ่‏




TAG Heuer
และ Breitling เป็นสองแบรนด์ที่แม้จะจัดอยู่ในระดับยักษ์ใหญ่แต่ก็ยังคงได้รับแรงกดดันให้พัฒนาเครื่องอินเฮ้าส์เป็นของตนเองเหมือนแบรนด์อื่นๆ ทั้งสองแบรนด์นี้มียอดการใช้เครื่อง ETA/Valjoux ปีละเป็นแสนเครื่องและจะได้รับผลกระทบเป็นอย่างยิ่งจากปัจจัยเรื่องต้นทุน เงื่อนไขและการจัดส่งเครื่องจาก Swatch Group ผู้ผลิตซึ่งมีแผนจะเลิกสนับสนุนเครื่องในอนาคต ดังนั้น ณ นาทีนี้จึงไม่มีแบรนด์อื่นใดที่จะต้องเป็นกังวลเรื่องอนาคตของเครื่องเท่ากับ TAG Heuer และ Breitling อีกแล้ว
Ken Kessler และ Peter Roberts FBHI



TAG Heuer และ Breitling ต่างเลือกรับมือกับการตัดสินใจของ Swatch Group ที่จะเลิกส่งเครื่องให้บริษัทนอกเครือด้วยการพัฒนาเครื่องอินเฮ้าส์ขึ้นใช้เอง ในกรณีของทั้งสองแบรนด์นี้ต่างก็เลือกผลิตเครื่องนาฬิกาจับเวลากลไกอัตโนมัติเพื่อไม่ให้เสียค่าที่มีชื่อเสียงทางด้านนี้ทั้งคู่ แต่เส้นทางในการพัฒนาของทั้งสองแบรนด์นั้นไม่เหมือนกันและบ่งบอกถึงความตั้งใจและกลยุทธ์ของแบรนด์ได้เป็นอย่างดี QPจึงต้องจัดให้ช่างนาฬิกาใหญ่ Peter Roberts FBHI ไปวิเคราะห์ทั้งสองพัฒนาการนี้ สุภาพบุรุษท่านนี้เป็นชาวอังกฤษคนแรกที่สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนช่างนาฬิกา WOSTEP แห่งสวิสและอดีตอาจารย์ประจำ Hackney Technical College ซึ่งเป็นที่ๆ Peter Speake-Marin และ Stephen Forsey เคยเรียนหนังสืออยู่ ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคของ Bremont ทั้งนี้ Roberts มีประสบการณ์หลายทศวรรษในการทำงานกับ rolex และแบรนด์อื่นๆ จึงถือเป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านการออกแบบเครื่องนาฬิกาท่านหนึ่งของโลก

เลขรุ่น 1887 ของเครื่องตัวใหม่ของ TAG Heuer นี้มีที่มาจากปีที่ Edouard Heuer คิดค้นระบบ Oscillating Pinion ขึ้น แต่เมื่อ TAG Heuer เปิดตัวเคร่ืงรุ่นนี้โดยระบุว่าเป็นเครื่องที่พัฒนาขึ้นเองแบบอินเฮ้าส์ทั้งหมดRobers ก็ได้รับทราบมาจากการประชุมกับวิศวกรของ TAG Heuer ว่าทางแบรนด์ได้มีการเปลี่ยนแปลงเครื่องรุ่นดังกล่าวเพิ่มเติมอย่างน่าสนใจหลายประการมาตั้งแต่ที่เริ่มลงมือมาตั้งแต่ปี 2007
" เครื่องรุ่นนี้มีกลไกการจับเวลาแบบ Column Wheel และ Oscillating Pinion ซึ่งก็บังเอิญเป็นนวัคกรรมของ TAG Heuer ในปี 1887 เรียกได้ว่าเป็นเครื่องนาฬิกาจับเวลาที่มีความสวยงามรุ่นหนึ่งเลย "
" เราจะเห็นได้ว่าเครื่องรุ่นนี้ใช้ Balance Spring และ Shock Absorber แบบใหม่เพื่อเน้นเรื่องประโยชน์ใช้สอยก่อนรูปลักษณ์ "
เมื่อ Roberts ได้วิเคราะห์เครื่อง Calibre 1887 ในรายละเอียดแล้วก็อดรู้สึกไม่ได้ว่านี่คือเครื่องที่ผ่านการคิดค้นใหม่โดยสมบูรณ์ อินเตอร์เฟชระหว่างเครื่องเบสและกลไกจับเวลาของเครื่องรุ่นนี้ทำงานได้อย่างดีและมีประสิทธิภาพ กล่าวคือมี Oscillating Pinion ทำหน้าที่เชื่อมต่อชุดเกียร์โดยการเคลื่อน Pinion ในทิศทางแนวนอนเพื่อเข้าสัมผัส แต่อย่างที่ Roberts กล่าวว่า " แฟชั่นล่าสุดซึึ่งเราจะได้มาดูกันต่อไปในเครื่องของ Breitling ก็คือสิ่งที่เขาเรียกกันว่า Vertical Clutch ซึ่งก็ทำงานเหมือนกับครัทช์ในรถยนต์นี่แหละครับ เป็นชิ้นส่วนที่ช่วยให้คุณสามารถสั่งเริ่มต้นและหยุดการทำงานของกลไกจับเวลาได้ ระบบที่สามซึ่งเป็นแบบคลาสสิกเลยก็คือการใช้ Spur Gear ซึ่งสามารถควบคุมให้เริ่มต้นหรือหยุดการทำงานได้ด้วย Coupling Device "

ติดตามเพิ่มเติมได้ที่หนังสือ
QP - DEVOTEDV TO FINE WATCHES Thai Edition
Issue Thirty Dec . 2010

วันเสาร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2554

CARL F.BUCHERER Patravi EvoTec PowerReserve


นาฬิกาเรือนใหม่ของ CARL F.BUCHERER ตั้งอยู่บนพื้นฐานเดิมคือ อ่านค่าเวลาได้ง่ายและชัดเจน ตัวเรือนงดงามด้วยรูปทรงคล้ายหมอนอิง พร้อมขอบตัวเรือนทำจากยาง หน้าปัดงดงามทันสมัย พร้อมกลไกที่ CARL F.BUCHERER ออกแบบและสร้างขึ้นมาเอง มาพร้อมฟังก์ชั่น สลับซับซ้อนหลายฟังก์ชั่น พลังงานสำรองลาน บอกวันที่ และวันที่ขนาดใหญ่ดูวินาทีที่หน้าปัดย่อย

นาฬิกาเรือนนี้ คือการออกแบบ ”ช่องบอกพลังสำรองลาน” ได้อย่างงดงาม คือระหว่างตำแหน่ง2-4นาฬิกา ช่องบอกวันที่ขนาดใหญ่ถูกจัดวางไว้ในตำแหน่ง10-11นาฬิกา เป็นการออกแบบที่สมส่วนและงดงามแบบไร้ที่ติ ตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด43.5 x 43.75 มิลิเมตรขอบตัวเรือนทำจากยาง เม็ดมะยมขันเกลียวกระจกคริสตัลแซฟไฟร์ เคลือบกันแสงสะท้อนทั้งด้านนอกและด้านใน ฝาหลังโปร่งใสทำจากกระจกคริสตัลแซฟไฟร์ กันน้ำได้ลึก 50 เมตร กลไกไขลานอัตโนมัติ คาลิเบอร์ CFB A1002 มีทับทิม33เม็ดมีพลังงานสำรองลานนาน55ชั่วโมง มีรุ่นตัวเรือนทองโรสโกลด์18กะรัต พร้อมสายหนังลูกวัวให้เลือกได้อีกด้วย